สวนข่าวประจำวันพฤหัสบดีที่ ๒ เม.ย. ๒๕๖๙ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเมีย…วันมหามงคลสมัย วันคล้ายพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ครบ ๗๑ พรรษา ขอพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ…@@
ขึ้นแล้วขึ้นอีกขึ้นไม่มีสิ้นสุด…ราคาน้ำมันดีเซลดีดขึ้นอีกลิตรละ ๓.๕๐ บาท ไปยืนโด่เด่ที่ลิตรละ ๔๗.๗๔ บาท มีผลพรุ่งนี้(๓ เม.ย.)…ชั่วเวลาแค่ ๒ สัปดาห์ราคาดีเซลได้รับประคบประหงมฟูมฟักอย่างดีจากรัฐบาลหนู เติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยอัตราเร่งซูเปอร์ไฮสปีดถึง ๕๐% ราคาพุ่งจากลิตรละ ๒๙.๙๔ บาท พรวดพราดขึ้นไปเป็นลิตรละ ๔๗.๗๔ บาท….ชาวบ้านหน้าเขียวหน้าเหลือง @@
ผลกระทบ แรงกระเพื่อมจากน้ำมันแพง กระแทกราคาข้าวของเครื่องกินเครื่องใช้จำเป็น รวมทั้งค่าบริการขนส่งสินค้า ค่ารถโดยสาร-เรือโดยสารพาเหรดขึ้นราคา กระทบต้นทุนค่าครองชีพชาวบ้าน”แพงเฉียบพลัน”…พ.ร.บ.ราคาว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ที่มีบทกำหนดโทษทั้งปรับและจำคุก ไม่ต่างอะไรกับ”เศษกระดาษเปื้อนหมึก” @@
เอกนัฏ พร้อมพันธ์ุ รมว.พลังงาน ทำท่าทางขึงขังตั้งใจแก้วิกฤตราคาน้ำมันจริงจัง แต่เหมือนเข้าตำรา”ท่าดี-ทีเหลว”…วิกฤตราคาน้ำมัน ต้องจัดการเฉียบขาด-ฉับไว ทันทีทันใด ไม่ใช่ทอดเวลากว่าจะนัดประชุมต้องรอยาวไปถึงวันที่ ๗ เม.ย.-อย่าอ้างเด็ดขาดต้องรอถวายสัตย์-รอแถลงนโยบายฯ ในเมื่อสิทธิการรับเงินเดือน-ค่าตอบแทนเกิดขึ้นทันที ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี เพราะฉะนัั้นหน้าที่ความรับผิดชอบเกิดขึ้นนับแต่บัดนั้นแล้ว @@
ที่ทำเนียบรัฐบาล กำลังครื้นเครงเล่น”เกมเก้าอี้ดนตรีเสี่ยงทายห้องทำงาน” ขนาดห้องใหญ่-เล็ก เรียงตามเบอร์รองนายกรัฐมนตรี…เบอร์ ๒ ต่อจากเบอร์ ๑ คือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ-เบอร์ ๓ ทรงศักดิ์ ทองศรี สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์-เบอร์ ๔ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส-เบอร์ ๕ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว-เบอร์ ๖ ศุภจี สุธรรมพันธ์ุ-เบอร์ ๗ ปกรณ์ นิลประพันธ์-เบอร์ ๘ ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์…หมอดูฮวงจุ้ยน่าจะขายดี @@
เหมือนอวตารไปนั่งในใจชาวบ้าน…น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี หวนคืนสภาคราวนี้ทำหน้าที่ต้องตา-ต้องใจมหาชนอย่างยิ่ง ตั้งแต่จุดประเด็นตัดงบค่าอาหารส.ส.ที่กระเพื่อมไปถึงส.ว. กระทั่งล่าสุดอภิปรายขยี้รายงานผู้สอบบัญชีและรายงานการเงิน กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา แบบตรงไปตรงมาด้วยภาษาชาวบ้านฟังเข้าใจง่าย ระบุกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา คือ”กองทุนสวัสดิการอดีต ส.ส.และส.ว.” มีที่มาจาก ส.ส.และส.ว.”ชงเอง-กินเอง” ด้วยการบัญญัติกฏหมายขึ้นมาและโหวตรับรองกฏหมาย เอื้อประโยชน์กันเอง บนภาระงบประมาณของแผ่นดิน ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ ๕ ด้าน ๑).เงินบำนาญ ตั้งแต่ ๒๑,๓๐๐ บาทต่อเดือนถึง ๔๒,๗๐๐ บาทต่อเดือน ๒).ค่ารักษาพยาบาลไม่เกินปีละ ๑๓๐,๐๐๐ บาท ๓).เงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร ๒ คน ๔).เงินช่วยเหลือกรณีทุพลภาพเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ๕).เงินฌาปนกิจ ๒๐๐,๐๐๐ บาท…@@
น.พ.วรงค์ ถอดสมการกองทุนสวัสดิการอดีตส.ส.และส.ว.แฉกลางสภา บอกบรรดา ส.ส.และส.ว. จ่ายเงินสมทบกองทุนฯ เดือนละ ๓,๕๐๐ บาท แต่ตั้งวงเงินของบประมาณแผ่นดิน สมทบเข้ากองทุนฯปีละกว่า ๔๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนที่รัฐจ่ายเงินสมทบกองทุนฯสูงถึงกว่า ๑๔ เท่า…มากมายมหาศาลอย่างเทียบกันไม่ได้เลยกับสัดส่วนที่รัฐจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคม หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ทั้งที่ ส.ส.และส.ว. เป็นเรื่องของการอาสาสมัครแข่งขันกันเข้าไปทำงานรับใช้ประชาชน…เพราะฉะนั้น”ต้องยกเลิก” @@
ปิดท้ายสวนข่าววันนี้ น่าดีใจกับชาวสิงคโปร์ มีนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง เป็นผู้นำคุณภาพคับแก้วในการสื่อสารให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นขีดความสามารถของรัฐบาลในการเผชิญวิกฤตการสงครามตะวันออกกลาง ด้วยการพูดความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ให้รู้ว่าวิกฤตที่เกิดขึ้น จะยังคงอยู่ต่อไปอีก พร้อมกับอธิบายชี้แจงมาตรการของรัฐบาลที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชน และปลุกสำนึกประชาชนให้ร่วมมือกับรัฐบาล เพื่อร่วมกันก้าวข้ามวิกฤตไปให้ได้….อยากเห็นความชัดเจนจากผู้นำรัฐบาลไทย แต่ไม่รู้ต้องรอถึงกี่โมง @@
ฮูก ตาตี่